กระทรวงพาณิชย์
ข่าวเศรษฐกิจ
ข่าว / ประกาศ ข่าวเศรษฐกิจ
no picture
สถานการณ์สินค้าเกษตร

ผลปาล์มสด

       ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการดูดซับน้ามันปาล์มดิบออกจากระบบตลาดจานวน 5 หมื่นตัน ตามที่กระทรวงพาณิชย์เสนอ โดยกรมการค้าภายในออกประกาศคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ เรื่องราคารับซื้อผลปาล์มทะลาย น้ามันปาล์มดิบแนะนา ทั้งนี้ 1. ให้โรงกลั่นน้ามันปาล์ม โรงผลิตไบโอดีเซล และผู้รับซื้อน้ามันปาล์มดิบทั่วไป รับซื้อน้ามันปาล์มดิบจากโรงงานสกัดในราคาไม่ต่ากว่า กก. ละ 25 บาท ส่งมอบหน้าคลังผู้รับซื้อในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล 2. ให้โรงงานสกัดน้ามันปาล์มรับซื้อผลปาล์มทะลายจากเกษตรกร ในราคาหน้าโรงงานสกัดน้ามัน โดยแบ่งเป็นอัตราน้ามันร้อยละ 17 รับซื้อไม่ต่ากว่า ก.ก. ละ 4 บาท ส่วนอัตราน้ามัน ร้อยละ 18 รับซื้อไม่ต่ากว่า ก.ก. ละ 4.35 บาท โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 20 ธ.ค.55 เป็นต้นไป ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายและมาตรการช่วยเหลือเกษตรกร (คชก.) ได้ประชุมเมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 55 และมีมติอนุมัติวงเงินสาหรับการดาเนินการดังกล่าวรวม 1,380.25 ล้านบาท

โรงเรียนชาวนาต้นแบบ

       ดร.วีระชัย นาควิบูลย์วงศ์ เลขาธิการสานักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม เผยถึง โครงการพัฒนาศักยภาพแกนนาเกษตรกร (โรงเรียนชาวนาต้นแบบ: Training of Trainer) ว่า โครงการนี้จัดทาขึ้นเพื่อสร้างและพัฒนาแกนนาศูนย์ต้นแบบการผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ได้คุณภาพและ ผ่านมาตรฐานการผลิตเมล็ดพันธุ์ โดยเน้นสร้างกระบวนการเรียนรู้และการฝึกทักษะในการเป็นวิทยากร (Training of Trainer) กระบวนการผลิต เมล็ดพันธุ์ การจัดการแปลงนา ตลอดจนขยายองค์ความรู้ให้กับผู้ที่สนใจเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวไว้ใช้ในแปลงของตนเอง ทั้งนี้ มีสาระของเนื้อหาที่สาคัญคือ การคัดเมล็ดพันธุ์ข้าว เพื่อแก้ปัญหาข้อจากัดด้านเมล็ดพันธุ์ข้าว โดยเฉพาะพันธุ์ข้าวพื้นเมือง และเพื่อสร้างความมั่นคงให้กับครอบครัวเกษตรกร โดยมุ่งหวังให้เกษตรกรได้เรียนรู้กระบวนการผลิตเมล็ดพันธุ์ การปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ การคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ รวมถึงการกระจายเมล็ดพันธุ์ โดยเกษตรกร(ชาวนา) จะเป็นผู้ถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเอง โดยมีนักวิชาการ นักพัฒนา และนักส่งเสริม คอยเป็นพี่เลี้ยงให้การสนับสนุนตลอดการอบรม อย่างไรก็ตาม โรงเรียนชาวนาต้นแบบจะขยายผลโครงการทั่วประเทศ เพื่อให้เกิดเครือข่ายเกษตรกรที่เชื่อมโยงถึงกัน โดยเปิดโอกาสให้ได้แลกเปลี่ยนความรู้กันมากยิ่งขึ้น และที่สาคัญเพื่อเป็นการเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกรในการสร้างความมั่นคงทางอาหารที่นับวันจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น และเพื่อก้าวสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ในปี 2558 นี้

เศรษฐกิจการเกษตร ปี 2556

       ศูนย์ติดตามและพยากรณ์เศรษฐกิจการเกษตร เปิดเผยถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปี 2556 ว่ากลุ่มที่เริ่มปรับตัวในทิศทางที่ดีขึ้น ได้แก่ จีนและสหรัฐฯ ส่วนกลุ่มที่ยังคงอ่อนแอคือ ยุโรปและญี่ปุ่น ดังนั้น ในอนาคตจีนจะเข้ามามีบทบาทสาคัญในตลาดโลกมากขึ้น สาหรับประเทศไทยมีจุดแข็งในการค้าสินค้าเกษตรในตลาดโลกเพราะผลผลิตสินค้าเกษตรมากกว่าสาหรับบริโภคภายในประเทศ โดยเป็นผู้ส่งออก ข้าว มัน ยาง อันดับต้น ๆ ของโลก แต่ในปัจจุบันมีประเทศอื่น ๆ ที่สามารถเพิ่มผลผลิตสินค้าเกษตรและส่งออกสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้น เช่น เวียดนาม พม่า และกัมพูชา แต่ปริมาณ ความต้องการสินค้าเกษตรของโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยตามภาวะเศรษฐกิจของโลก ดังนั้นจะทาให้มีปริมาณสินค้าเกษตรในตลาดโลกมาก อาจส่งผลให้ระดับราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลกลดลงได้ ซึ่งจะกระทบต่อระดับราคาสินค้าเกษตรภายในประเทศ ซึ่งเป็นสินค้าหลักของไทยที่มีศักยภาพสูงในการส่งออก ดังนั้นการส่งออกสินค้าเกษตรจาเป็นต้องมีการควบคุมดูแลและตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าสินค้าไทยมีคุณภาพและปลอดภัยต่อผู้บริโภค โดยเริ่มตั้งแต่การควบคุมกระบวนการเพาะปลูก การผลิต ผลิตภัณฑ์สุดท้าย จนถึงมือผู้บริโภค ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เพื่อสร้างความมั่นใจและเพื่อให้เป็นที่ยอมรับของประเทศคู่ค้า ทาให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ นอกจากนี้ ประเทศไทยจะต้องสร้างความร่วมมือ ในระดับประเทศในกลุ่มสมาชิกอาเซียน ในการร่วมกันวางระบบการผลิตข้าวและการค้าข้าวร่วมกันเพื่อผลิตข้าวป้อนประชากรในกลุ่มอาเซียน 620 ล้านคน และป้อนชาวโลกกว่า 3 พันกว่าล้านคนอีกด้วย


แหล่งที่มา:โดย สำนักนโยบายและยุทธศาสตร์การค้าสินค้าเกษตร
 วันที่ข้อมูล:3 มกราคม 2556
ศาลากลางจังหวัดนครปฐม อ.เมือง จ.นครปฐม 73000
โทรศัพท์:0-3434-0054 โทรสาร:0-3434-0055
อีเมล์:nt_ops@moc.go.th
จำนวนผู้เข้าชม - 21/10/2557 7:30:47
000247254