การคัาชายแดนของประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

            ปัจจุบัน ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ มีแนวโน้มที่จะขยายการค้า ระหว่างประเทศภายในภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น โดยมีการจัดตั้งกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจในระดับ ภูมิภาค เช่น อาเซียน  สามเหลี่ยมเศรษฐกิจ IMT – GT (Indonesia - Malaysia – Thailand Growth Triangle)   กลุ่มประเทศในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง 6 ประเทศ  GMS - EC (Greater Mekong Subregional Economic Cooperation)  6 ประเทศได้แก่ กัมพูชา–จีนตอนใต้–พม่า–ลาว– เวียดนาม- ไทย  กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจ BIMST – EC (Bangladesh - India - Myanmar - Sri Lanka – Thailand Economic Cooperation)   กลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอิรวดี – เจ้าพระยา – แม่โขง ACMECS (Ayeyawady - Chao Phraya – Mekong Economic Cooperation Strategy)

            กลุ่มความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจต่าง ๆ ดังกล่าว มีความร่วมมือทางด้านการค้าการลงทุน และการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมระหว่างประเทศสมาชิกภายในกลุ่ม     ซึ่งประเทศไทยสามารถใช้ประโยชน์จากความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจดังกล่าว เพื่อขยายการค้าการลงทุนของไทยกับประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคทั้งทางตรงและทางอ้อม

            จากสภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ของประเทศไทย  ที่เป็นจุดศูนย์กลางของภูมิภาคเอเซีย ตะวันออกเฉียงใต้ มีอาณาเขตติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้านโดยรอบ    นอกจากการทําการค้าในรูปแบบปกติที่มีการนําเข้าและส่งออกทางท่าเรือและท่าอากาศยานแล้ว      ประเทศไทยยังสามารถทําการค้า ชายแดนกับประเทศเพื่อนบ้านที่ตั้งโดยรอบ   ที่มีอาณาเขตติดต่อกับไทย 4 ประเทศ คือ พม่า ลาว กัมพูชา และมาเลเซีย    รวม 5,582 กิโลเมตร     ซึ่งติดกับจังหวัดชายแดนของไทย 30 จังหวัด   มีประชากร รวมกันกว่า 89.2 ล้านคน    มีช่องทางการค้าชายแดนในรูปแบบต่าง ๆ เช่น จุดผ่านแดน ถาวร จุดผ่านแดนชั่วคราว และจุดผ่อนปรนจํานวน 72 แห่ง     กระจายอยู่ใน 25 จังหวัดชายแดนทั่วประเทศ

            การค้าชายแดน หมายถึงการค้าที่เกิดขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ ของประชาชนหรือผู้ประกอบ การค้าที่มีภูมิลําเนาอยู่ในจังหวัด อําเภอ หมู่บ้าน ที่มีพรมแดนติดต่อกับประเทศเพื่อนบ้าน ได้ทําการ ซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้าระหว่างประชาชนที่อยู่อาศัยตามบริเวณชายแดนของทั้งสองฝ่าย   โดยมีมูลค่า ครั้งละไม่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่มีความจําเป็นต่อชีวิตประจําวัน เช่น สินค้าอุปโภคบริโภค สินค้าเกษตรบางชนิด และสินค้าที่หาได้จากธรรมชาติ เช่น ของป่า ซากสัตว์ เป็นต้น     เป็นการค้า ที่มีกรรมวิธีไม่ยุ่งยากและมีความสะดวกรวดเร็ว การค้าชายแดนมีทั้งที่ดําเนินการผ่านพิธีการศุลกากร และไม่ผ่านพิธีการศุลกากร    การค้าสินค้าที่ผิดกฎหมายที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง  ยาเสพติด  สินค้าปลอม  สินค้าเสื่อมคุณภาพ  สินค้าต้องห้าม  การค้าชายแดนจะช่วยส่งเสริมความสามารถในการแข่งขัน ของสินค้าไทยในตลาดประเทศเพื่อนบ้าน เพราะมีต้นทุน (ค่าขนส่ง) ต่ำกว่าประเทศคู่แข่งขันอื่นๆ


รูปแบบการค้าชายแดน แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบ คือ

1. การค้าชายแดนในระบบ เป็นการนําเข้าและส่งออกสินค้าที่ต้องผ่านพิธีการศุลกากร ตามช่องทางการค้าตามจังหวัดชายแดน การนําเข้าสินค้าจะนําเข้าโดยผู้นําเข้า–ส่งออก ที่จดทะเบียน เป็นผู้ประกอบการนําเข้า - ส่งออก

2. การค้าชายแดนนอกระบบ การค้ารูปแบบนี้จะไม่ผ่านระบบพิธีการศุลกากร เป็นการ ทําการค้าขายเล็กๆ น้อย ๆ ของประชาชนที่อยู่ตามแนวบริเวณชายแดน ส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภค บริโภค ของใช้ในชีวิตประจําวัน ค้าขายเป็นประจําทุกวัน เหมือนตลาดขายส่ง ตั้งอยู่ฝั่งไทย ผู้บริโภคจากประเทศเพื่อนบ้านมาหาซื้อไปบริโภคทุกวัน เช่น ผักสด ผลไม้ เนื้อสัตว์ เป็นต้น


ช่องทางการนําเข้าและส่งออกสินค้าชายแดน มี 4 ประเภท ดังนี้.-

1. จุดผ่อนปรนการค้า (Check Point For Border Trade) การเป็ดจุดผ่อนปรน เป็นอํานาจของผู้ว่าราชการจังหวัด โดยความเห็นชอบของ กระทรวงมหาดไทย มีวัตถุประสงค์ทางด้านมนุษยธรรม การส่งเสริมความสัมพันธ์ในระดับท้องถิ่น ตลอดจนการค้าขายสินค้าเครื่องอุปโภค-บริโภค และการสัญจรไปมาของประชาชน การกําหนด ประเภทสินค้า ระยะเวลาเปิด และมาตรการควบคุมการเดินทางเข้า - ออก เป็นอํานาจของผู้ว่าราชการ จังหวัด หรือหมายถึงจุดที่กระทรวงมหาดไทยมอบอํานาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดชายแดนผ่อนปรน ให้มีการค้าขายบริเวณชายแดนในพื้นที่ และประเภทสินค้าที่กําหนดไว้ได้เป็นกรณีพิเศษ สําหรับ สินค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่จําเป็นต่อการอุปโภคและบริโภคของประชาชนทั้งสองประเทศ ผู้ว่า ราชการ จังหวัดเป็นผู้มีอํานาจประกาศ

2. จุดผ่านแดนชั่วคราว (Temporary Crossing Point) การเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว    มีวัตถุประสงค์ทางเศรษฐกิจของฝ่ายไทยเป็นสําคัญ โดยมีกําหนดระยะเวลาที่แน่นอน และไม่มีผลกระทบทางด้านความมั่นคง     โดยรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย ใช้อํานาจตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ประกาศเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว    ตามความเห็นชอบ/หลักการของคณะอนุกรรมการพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราวของสภาความมั่นคง แห่งชาติ (สมช.)   หรือหมายถึงจุดผ่านแดนที่ทางราชการไทยเปิดให้มีการสัญจรไปมา ของบุคคลและ/ หรือสิ่งของในห้วงเวลาที่แน่นอน ปกติจะเปิดเป็นคราวๆไป     โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะและ สิ้นสุด ตามห้วงเวลา การเปิดจุดผ่านแดนชั่วคราว    เป็นอํานาจของกระทรวงมหาดไทย ที่จะประกาศเปิด โดยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะอนุกรรมการพิจารณาเปิดจุดผ่านแดนของสภาความมั่นคง แห่งชาติก่อน     โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้อํานาจตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 (กระทรวงมหาดไทยประกาศเปิด โดยอาศัยมติ ครม. เมื่อ 30 มีนาคม 2525)

3. จุดผ่านแดนถาวร (Permanent Crossing Point) การเปิดจุดผ่านแดนถาวร ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐบาลของทั้งสองประเทศ โดยในส่วนของประเทศไทยต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย    เป็นผู้ใช้อํานาจ ตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ประกาศเปิดจุดผ่านแดนถาวรตามที่ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบ       โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการค้า การสัญจรไปมา และความสัมพันธ์ระหว่าง ประเทศ      หรือหมายถึงจุดที่รัฐบาลไทยและรัฐบาลของประเทศที่มีพรมแดนติดต่อกัน ประกาศเปิดให้ มีการสัญจรไปมาทั้งบุคคลและสิ่งของ   โดยทั่วไปแล้วจุดผ่านแดนถาวรจะมีการดําเนินงานเรื่อง การ ตรวจคนเข้าเมืองและพิธีการศุลกากรตามกฎหมายของทั้งสองประเทศ      เป็นจุดที่มีการสัญจร สินค้าเข้า และออกเป็นการทั่วไป การประกาศเปิดจุดผ่านแดนถาวร  จะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ใช้อํานาจตาม พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ประกาศเปิดจุด ผ่านแดนถาวร (กระทรวงมหาดไทยประกาศเปิดโดยอาศัยมติ ครม. เมื่อวันที่ 12 เมษายน 2519)

4. จุดผ่านแดนลําลองตามสภาพภูมิประเทศ (Geography Crossing Point) เป็นจุดผ่านเข้าออกของประชาชนทั้ง 2 ประเทศ ซึ่งเป็นไปโดยธรรมชาติ มิได้มี หลักฐานการรับรองจากทางราชการของทั้งสองฝ่าย ส่วนใหญ่จะเป็นจุดผ่านของสินค้าที่ผิดกฎหมาย
หมายเหตุ : อํานาจในการเปิด-ปิดจุดผ่านแดน (ถาวรและชั่วคราว) รัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทยใช้อํานาจตามมาตรา 11 และมาตรา 23 แห่ง พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ในการประกาศ เปิด-ปิดจุดผ่านแดนฯ แต่อย่างไรก็ตาม เมื่อมีสถานการณ์ที่กระทบต่อความมั่นคง ปลอดภัย บริเวณ ชายแดนหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านความมั่นคงในพื้นที่ก็สามารถที่จะระงับการเข้า - ออกบริเวณจุด ผ่านแดนฯ ได้เป็นการชั่วคราวจนกว่าสถานการณ์เป็นปกติโดยไม่ต้องประกาศปิดจุดผ่านแดนฯ


การค้าชายแดนของประเทศไทยกับกัมพูชา

            ประเทศไทยมีพรมแดนติดต่อกับประเทศกัมพูชา เป็นระยะทางทั้งสิ้น 725 กิโลเมตร มีอาณาเขตติดต่อกับจังหวัดชายแดนของไทย รวม 7 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ บุรีรัมย์ สระแก้ว จันทบุรี และตราด โดยมีการติดต่อทางการค้าผ่านช่องทางการค้า จํานวน 14 แห่ง เป็นจุดผ่านแดนถาวร 6 แห่ง และจุดผ่อนปรน 8 แห่ง ดังนี้.-

จุดผ่านแดนถาวร มี 6 แห่ง คือ
1) บ้านคลองลึก อ. อรัญประเทศ จ. สระแก้ว ติดต่อกับ ปอยเปต อ. โอโจรว จ.บันเตียเมียนเจย
2) บ้านหาดเล็ก อ. คลองใหญ่ จ. ตราด ติดต่อกับ จามเยียม อ. มณฑลสีมา จ. เกาะกง
3) ช่องจอม อ. กาบเชิง จ. สุรินทร์ ติดต่อกับ โอร์เสม็ด อ. สําโรง จ. อุดรมีชัย
4) บ้านแหลม อ. โป่งน้ำร้อน จ. จันทบุรี ติดต่อกับ บ้านโดง อ.กร็อมเรียง จ. พระตะบอง
5) บ้านผักกาด อ. โป่งน้ำร้อน จ. จันทบุรี ติดต่อกับ บ้านพรม เขตปกครองพิเศษ กรุงไพลิน
6) ช่องสะงํา อ.ภูสิงห์ จ.ศรีสะเกษ ติดต่อกับช่องจอม อ.อัลลองเวง จ.อุดรมีชัย

จุดผ่อนปรน มี 8 แห่ง คือ
1) ช่องอานม้า อ. น้ำยืน จ. อุบลราชธานี ติดต่อกับ บ้านสะเยมกวาง อ. จอมกระสาน จ. พระวิหาร
2) บ้านตาพระยา อ. ตาพระยา จ. สระแก้ว ติดต่อกับ บ้านบึงตะกวน จ. บันเตียเมียนเจย
3) บ้านหนองปรือ อ. อรัญประเทศ จ. สระแก้ว ติดต่อกับ บ้านมาลัย จ. บันเตียเมียนเจย
4) บ้านเขาดิน อ. คลองหาด จ. สระแก้ว ติดต่อกับพนมได (บ้านกิโล 13) อ.สําเภาลูน จ. พระตะบอง
5) บ้านซับตารี อ. สอยดาว จ. จันทบุรี ติดต่อกับ บ้านโอรําดวน อ.พนมปรึก จ. พระตะบอง
6) บ้านสวนส้ม อ. สอยดาว จ. จันทบุรี ติดต่อกับ อ.กร็อมเรียง จ. พระตะบอง
7) บ้านบึงชนังล่าง อ.โป่งน้ำร้อน จ. จันทบุรี ติดต่อกับบ้านสวายเวง อ.กร็อมเรียง จ. พระตะบอง
8) บ้านหมื่นด่าน อ.บ่อไร่ จ.ตราด ติดต่อกับ บ้านศาลเจ้า อ.สํารูด จ.พระตะบอง


ภาวะการค้าระหว่างไทยกับกัมพูชา

            การค้าระหว่างไทยและกัมพูชาขยายตัวโดยไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้าสูงขึ้นทุก ปีนับตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา   โดยในปี 2547 มีมูลค่าการค้ารวม 23,529.70 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2546 (มีมูลค่าการค้ารวม 17,782.02 ล้านบาท) จํานวน 5,747.68 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 32.32    ขณะที่ในปี 2548 (ม.ค. - ส.ค.) มีมูลค่าการค้ารวม 20,344.06 ล้านบาท  มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันกับ ปีที่ผ่านมา 5,122.85 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33.66 ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

- มูลค่าการส่งออก สินค้าส่งออกที่สําคัญ ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมเกษตร รองลงมาได้แก่ ยานพาหนะอุปกรณ์และส่วนประกอบ โดยในปี 2547 มูลค่าการส่งออก 22,083.17 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2546 (มูลค่า 16,794.20 ล้านบาท) จํานวน 5,288.97 ล้านบาท คิดเป็น ร้อยละ 31.49 ขณะที่ในปี 2548 (ม.ค. - ส.ค.) มีมูลค่าการส่งออกเท่ากับ 19,369.47 ล้านบาท มากกว่าช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา 5,071.02 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 35.47

- มูลค่าการนําเข้า สินค้านําเข้าที่สําคัญ ได่แก่ เหล็ก เหล็กกล้าและผลิตภัณฑ์ รองลงมาได้แก่ ไม้ ไม้แปรรูปและผลิตภัณฑ์ โดยในปี 2547 มูลค่าการนําเข้า 1,446.53 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2546 (มูลค่า 987.82 ล้านบาท) จํานวน 458.71 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 46.44 ขณะที่ในปี 2548 (ม.ค. - ส.ค.) มีมูลค่าการนําเข้าเท่ากับ 974.59 ล้านบาท มากกว่าช่วงเวลาเดียวกัน กับปีที่ผ่านมา 51.83 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5.62

- ดุลการค้า ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบดุลการค้ามาตลอด นับตั้งแต่ปี 2541 เป็นต้นมา โดยในปี 2547 ประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้าเท่ากับ 20,636.64 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2546 (มูลค่า 15,806.38 ล้านบาท) จํานวน 4,830.26 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 30.56 เมื่อเปรียบเทียบกับ ปี 2546 ในขณะที่ปี 2548 (ม.ค. – ส.ค.) มีดุลการค้า 18,394.88 ล้านบาท มากกว่าช่วงเวลาเดียวกัน กับปีที่ผ่านมา 5,019.19 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 37.52

            จากการที่ประเทศไทยและกัมพูชามีพรมแดนติดต่อกันเป็นระยะทาง 725 กิโลเมตร และมีด่านถาวรซึ่งสามารถส่งออกและนําเข้าสินค้าถึง 6 แห่ง ทําให้บทบาทการค้าชายแดนมีสัดส่วน   มากกว่าร้อยละ 50 ของมูลค่าการค้ารวมระหว่างสองประเทศมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด    จากสถิติของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ปรากฎว่ามูลค่าการค้า ระหว่างไทยและกัมพูชาในปี 2547 มีมูลค่าการค้ารวม 30,223.3 ล้านบาท เป็นมูลค่าการค้าชายแดน 23,529.7 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนการค้าชายแดนร้อยละ 77.85 ขณะที่ในปี 2546 การค้าชายแดนมี สัดส่วนถึงร้อยละ 60.93 และในปี 2545 มีสัดส่วนร้อยละ 83